สอนธรรม - บ้านนิพพานพระพุทธเจ้า

JustMakeWeb.com รับทำเว็บไซต์ รับทำเว็บโรงแรม รับทำเว็บขายของ รับทำเว็บบริษัท เว็บสำเร็จรูป รับทำเว็บร้านค้า ออกแบบเว็บไซต์ ใช้งานได้ง่าย รองรับ SEO โปรโมท GOOGLE ให้ติดอันดับได้อย่างรวดเร็ว , ลงโฆษณาฟรี VPS ราคาถูก
รับทำเว็บไซต์
0


   ข้อบ่งบอกชี้ให้เห็นว่าบรรลุธรรมแล้วนั้น ผู้ปฏิบัติ จะรู้ว่าสำเร็จผล เกิดปฏิเวท คือรู้ว่า บรรลุวิมุติธรรม จะเกิดสภาวะของ เจโตวิมุตดิ และ ปัญญาวิมุตติ ที่จิตสะท้อนความสมบูรณ์ที่สุด ใน ภายใน ความอิ่มสมบูรณ์ที่ไม่ต้องการของเขาเอง ในทั้งสองส่วนคือ วิมุตติ และวิมุตติญาณทัศนะ หลุดพ้นของเขาเอง โดยไม่จำเป็นต้องปล่อย หรือต้องวาง เป็นการหลุดอย่างเด็ดขาดถาวร จากการสิ้นไปของ ราคะ โทสะ โมหะ เพราะการปฏิบัติชอบ คือ ได้รับผลสำเร็จที่แสนจะวิเศษ จากการปฏิบัติจนครบองค์บริบูรณ์ ครบถ้วนใน วิชา มรรคมีองค์ 8 ของ อริยสัจ4 จนเกิดวิมุตติ บริสุทธิ์ หลุดจาก วัฏสงสาร เป็น อมตะ อริยเจ้าขั้นสูง เปลี่ยนลิขิตชีวิต ให้เข้าสู่ความเย็นและประเสริฐสูงสุดในขณะปัจจุปันนี้ ซึ่งผู้ปฏิบัติ จะมี สันทิฐิโก พึงเห็นเอง ปัตจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหิติ พึงรู้เฉพาะตน ขณะมีลมหายใจ ว่า สามารถดับชาติคือ แก้การเกิดได้แล้ว แก้ตายแก้ทุกข์ทั้งปวงถาวรได้แล้ว เป็นความหลุดพ้นที่ ไม่กลับกำเริบ ได้อีก เพราะได้ทำกิจพรหมจรรย์จบแล้ว ได้ วิมุติธรรม หรือ อมตะธรรม เพื่อเลื่อนสกุลสู่ โลกุตตรธรรม พระนิพพาน ได้แล้วนั่นเอง ผู้บรรลุธรรมแล้วมีเครื่องอยู่ด้วยธรรม  อริยวาส 10 ธรรมเป็นเครื่องอยู่ของพระอริยเจ้า(พระอรหันต์) ตั้งแต่อดีต ในปัจจุปัน ในอนาคต มีเครื่องอยู่ที่เหมือนกันคือ
1.เป็นผู้ละนิวรณ์ 5 ได้ขาด...
- ละกามฉันทะ ไม่อยากได้ไม่อยากเอา ไม่อยากเกิด ไม่มีอารมณ์ไม่ติดอกติดใจทางเพศ ไม่เป็นเหยื่อของโลกในที่หลงในรูป รส กลิ่น เสียง และ อารมณ์รักในระหว่างเพศ การโอบกอดสัมผัส และจิตใจไม่อ่อนไหว 
- ละพยาบาท  โกธร หงุดหงิด ความถือสา หาความ ขัดเคือง ขัดใจ แค้นใจ เกลียดชัง ผูกใจเจ็บ
- ละถีนมิทธะ ความท้อแท้ หดหู่ ห่อเหี่ยว  เฉื่อยซึม เหงาหงอย ง่วงเหงาหาวนอน ละเหี่ยท้อถดถอย
- ละอุจธัจจกุกกุจจะ ความกลุ้ม ความกลัว ไม่สงบ ฟุ้งซ่าน วุ่นวาย เดือดร้อน รำคาญใจ
- ละวิจิกิจฉา ความลังเลสงสัย เคลือบแคลงไม่แน่ใจ ในพระรัตนตรัย ในพระไดรสิกขา ว่ามีคุณค่าหรือไม่ พระนิพพาน อมตะธรรม วิมุตติธรรม มีจริงหรือไม่ ภูมิภพมีจริงหรือไม่
2.เป็นผู้ประกอบด้วยองค์ 6
- มีอุเบกขาต่ออายตนะทั้ง 6
3.เป็นผู้มีอารักขาอย่างเดียว
- คือประกอบการรักษาจิต ด้วยสติ
4.เป็นผู้มีพนักพิง 4 ด้าน
- พิจารณาแล้วเสพ
- พิจารณาแล้วอดกลั้น
- พิจารณาแล้วเว้น
- พิจารณาแล้วบรรเทา
5.เป็นผู้ถอนความเห็นดิ่งสุดโต่ง ไปคนละทางได้
6.เป็นผู้ละการแสวงหาสิ้นเชิง
- ละการแสวงหากาม
- ละการแสวงหาภพ
- ละการแสวงหาพรหมจรรย์
7.เป็นผู้มีความดำริไม่ขุ่นมัว
- ละความดำริในกาม
- ละความดำริในพยาบาท
- ละความดำริในทางเบียดเบียน
8.เป็นผู้มีกายสังขารระงับ (มีปกติสภาวะลมหายใจระงับละเอียด)
- ได้ฌาน 4 (มีฌาน 4 โดยไม่ต้องกระทำ)
9.เป็นผู้มีจิตหลุดพ้นด้วยดี
- หลุดพ้นจาก ราคะ โทสะ โมหะ (มีเจโตวิมุตติ)
10.เป็นผู้มีปัญญาในความหลุดพ้นด้วยดี
- มีวิมุติญาณทัสสนะ (มีปัญญาวิมุตติ)
   หลักการพ้นทุกข์แบบถาวรสูงสุดนั้นคือระดับการบรรลุธรรมขั้นสูง สัมผัสมรรคผลนิพพานได้ จำเป็นต้องตั้งเป้าหมาย อย่างหนักแน่นและ ตั้งมั่น ตั้งใจอย่างจริงใจจริงจัง พร้อมจะน้อมนำ พระธรรมคำสอน ที่จะน้อมไปปฏิบัติเจริญ ตามรอยพระพุทธองค์ ด้วยพระธรรมและพระวินัย ของพระองค์ท่านที่ทรงทิ้งไว้ หากมีความเด็ดเดี่ยวและ ตั้งใจจริงว่าต้องบรรลุธรรม แก้ทุกข์ทั้งปวง แก้แก่ชรา แก้เจ็บป่วย แก้เกิด แก้ตาย ได้อย่างถาวร ขณะมีลมหายใจ ในชาติปัจจุปันนี้ และต้องเปลี่ยนจิตจากคนธรรมดา เลื่อนเป็นอาริยเจ้า ระดับ"อรหันต์" คือผู้ สำเร็จกิจ นำผลแห่งความสำเร็จของนิพพานมาใช้ได้ในชาตินี้ ขณะมีลมหายใจ ได้แล้วนั่นเอง
   คือจะต้องได้ "วิราคธรรมและอาสวักขยญาณ" คือ การปรากฏให้รู้ว่า จบกิจ หรือ บรรลุธรรม แก้ตาย แก้ทุกข์ถาวร เข้านิพพานได้แล้ว นั่นเอง คือ การทำกิจประพฤติพรหมจรรย์ให้จบกิจ ด้วย สติ สมาธิ วิปัสสนา มรรค ผล นิพพาน จนเกิด ความดับสนิท ไม่กำเริบ คือความดับขาดจาก กิเลสตัญหา ที่ก่อทุกข์ได้ถาวร และการระงับดับลง ของเจ้าสังขารการปรุงแต่งของ 3 สังขารในส่วน กาย วาจา ใจได้แล้วในขณะมีชีวิต เพราะยังครองกาย 
   สำหรับ ผู้บรรลุ อมตะธรรม จะมี วิมุติธรรม ที่ได้อารมณ์พระนิพพานมาแทนที่ คือได้ วิราคธรรมและ อาสวักขยญาณ ที่วิเศษและ ยอดเยี่ยมมาก สามารถสำรอกทิ้ง กำจัดทิ้ง คลายออกของตัววายร้ายคือตัวกิเลสวัตถุ10 ตัวตัณหา3 ตัวอุปทานความติดใจอาลัยยึดติด จนเกิด ราคะ โลภะ โทสะ โมหะ เครื่องเศร้าหมอง หมักดองในจิต ตลอดจนอำนาจ บาปอกุศลถูกกำจัดทิ้ง ทำลายและ สำรอกออก ด้วยพลังธรรมของพระนิพพาน หรือวิราคธรรมจะเข้ามาช่วยเหลือให้จิตสะอาด สงบระงับ และสว่างกลั่นเป็นความบริสุทธิ์สูงสุด หลุดพ้นจากวัฏสงสาร เป็นอมตะ แก้ตายสู่สกุล โลกุตตรธรรม นิพพาน
   ผู้ปฏิบัติธรรม ต้องฝึกฝน อบรมจิต สั่งสอนจิต แก้ไข และพัฒนา เปลี่ยนจิตของตนให้ไดั ตั้งแต่มีชีวิตอยู่ ชิงเข้านิพพานก่อนตาย จะปรากฏพลังอภิญญาแห่ง อาสวักขยญาณ เป็นอภิญญา ของ
โลกุตตรธรรม พระนิพพาน ที่สามารถ ทำลายและ กำจัดทิ้ง ให้ดับและขาดหายไปจนเกลี้ยง และหมดไป ของกิเลสตัณหา  เพื่อถูกคัดกรองคืนกลับสู่โลกุตตรธรรมพระนิพพานอย่างถาวร ข้อบ่งบอกชี้ให้เห็นว่าบรรลุธรรมแล้วนั้ ผู้ปฏิบัติ จะรู้ว่าสำเร็จผล เกิดปฏิเวท คือรู้ว่า บรรลุวิมุติธรรม จะเกิดสภาพเจโตวิมุตติ ปัญญาวิมุตติ ที่จิตสะท้อนความสมบูรณ์ที่สุด ในภายใน จิต หลุดพ้นของเขาเอง โดยไม่จำเป็นต้องปล่อย หรือต้องวาง เป็นการหลุดอย่างเด็ดขาดถาวร จากการสิ้นไปของ ราคะ โทสะ โมหะ เพราะการปฏิบัติชอบ ซึ่งผู้ปฏิบัติ จะมี สันทิฐิโก พึงเห็นเอง ปัตจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหิติ พึงรู้เฉพาะตน ขณะมีลมหายใจ ว่า สามารถดับชาติคือ แก้การเกิดได้แล้ว แก้ตายแก้ทุกข์ทั้งปวงถาวรได้แล้ว เป็นความหลุดพ้นที่ ไม่กลับกำเริบ ได้อีก เพราะได้ทำกิจพรหมจรรย์จบแล้ว ได้ วิมุตติ และ วิมุตติญาณทัศนะ ทั้งสองส่วน ที่สมบูรณ์ทั้ง เจโตวิมุตติ และ ปัญญาวิมุตติ เพื่อเลื่อนสกุลสู่ โลกุตตรธรรม พระนิพพาน ได้แล้วนั่นเอง
    หากต้องการทำกิจพรหมจรรย์ ให้ได้ วิมุติธรรม บรรลุอมตะธรรม จำเป็นต้องเรียนรูัว่า ในพระธรรมคำสอน ขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทั้ง ปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ ว่าทุกครั้งที่มีการเกิด ย่อม มีทุกข์ จาก การต้องแก่ ต้องเจ็บป่วย ต้องตาย และต้องเกิดเพื่อมีทุกข์ต่อไป ไม่จบสิ้นในวัฏสงสาร เพราะ ยังสอบไม่ผ่าน หรือ สอบตก ไม่สามารถแก้ไขให้สว่างแจ้ง ใน 4 สิ่ง คือยังต้องแกัไขให้สอบผ่านใน

อวิชชา เพราะไม่รู้ว่าพระนิพพาน เป็น ความเย็นประเสริฐสูงสุด ไม่รู้ อริยสัจ4 ไม่รู้ โพธิปักขิยธรรม37

  ตัญหา
    วิบากกรรม
      ขันธ์5 มีระบบสมอง ประสาทสัมผัส ที่มี อายตนะ6 ไปกระทบสัมผัส กามคุณ5  เกิด ราคะ โลภะ          โทสะ โมหะ 

 และชีวิตนี้ถูก ถูกครอบขังไว้ หรือถูกตรึงไว้ ภายใต้กฏธรรมชาติอีก 4 กฏ คือ 
 
อริยสัจ4 กฏธรรมชาติที่เป็นเหตุเป็นผล
   พระไตรลักษณ์ กฏธรรมชาติที่เปลี่ยนแปลงไม่เที่ยง บังคับควบคุมให้เป็นดั่งใจไม่ได้
     ปฏิจจสมุปบาท กฏธรรมชาติที่เป็นการโยงใยเป็นห่วงโช่ จนเจอ รากเหง้าแห่งความทุกข์
       กฏแห่งกรรม กฏธรรมชาติเป็นกฏแห่งกรรม ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว ทำบุญได้บุญ ทำบาปได้บาป


จึงทำให้ มีความทุกข์ทั้งปวงมากมาย เพราะยังทำกิจแห่งความดียังไม่สมบูรณ์ ทำให้ความทุกข์ทั้งหลาย ยังไม่ จางไป ดับไป ขาดจากไป จากระบบชีวิตเพราะยังไม่ปลดปล่อย สละทิ้ง สละคืน แห่งทุกข์อย่างแท้จริง คือไม่สามารถ ประพฤติปฏิบัติให้ กาย วาจา ใจ ให้บริสุทธิ์หมดจด จนหลุดพ้นทุกข์ถาวร หลุดออก ขาดออก จาก วัฏสงสาร สิ้นสุดการก่อตัว ของทุกข์ โดยต้องทำ พระไตรสิกขาให้เกิดขึ้น คือ การทำศีลให้เกิด ทำสติสมาธิให้เกิด ทำปัญญาให้เกิด  มีการเลี้ยงชีพชอบ ประกอบอาชีพสุจริต ทำทานอย่างด่อเนื่อง ด้วยความอ่อนโยนคือ มีพรหมวิหาร 4 จนมี ความสะอาด สงบ สว่าง จนกลั่นกรองเกิดบริสุทธิ์ ได้ วิมุตติ และ วิมุตติญาณทัศนะ จนเป็น อมตะธรรม หรือ อมตะธาตุ คือการสมบูรณ์ในส่วนของ อธิศีล อธิจิต อธิปัญญา หลุดพ้นทุกข์ แบบถาวร ไม่กำเริบของกองทุกข์ ความเศร้าโศก เสียใจ ความขมขื่น เจ็บแค้นใจ โกธร เกลียด อาฆาตพยาบาท ที่เคยมีมาหรือได้รับมา ถูกเก็บสะสมไว้ ฝังมาโดยตลอด ความรู้สึกผิดในอารมณ์ท้อแท้สิ้นหวัง ผิดหวัง  สับสน วิตกกังวล หวาดกลัว จะไม่มีอีกต่อไป เพราะ
    มรรคผลนิพพาน กำจัดทิ้ง ทำลาย  รีดออก กำจัดออกไป แบบถาวร  จะไม่มีอาการเสียดแทงใจ เจ็บปวดรวดร้าวใจ เจ็บจี๊ด เจ็บแปลบ ทิ้มแทงมาที่ใจได้อีก แมัจะเจอทุกข์โศกขนาดหนัก หรือมีเรื่องร้ายแรง มากระทบ สภาวะนิพพานจะอยู่เหนือการควบคุมของสมองและระบบประสาทของร่างกายที่ยังตายแต่จะมีร่างที่ตายเป็นชาติสุดท้าย  
    "ผู้ที่ได้มรรคผลนิพพาน" ยังมีคุณภาพเด่นคือ รีดสลาย กำจัดทิ้ง ของอารมณ์อยาก แบบชาวโลกมนุษย์ สามัญชนคนธรรมดา ออกไปให้ด้วย เช่น ความอยาก หรือความต้องการ ระหว่างเพศ หายไปถาวร ไม่อยากเกิดอย่างถาวร เพราะรู้ว่า ตราบใดที่ยังเกิด ก็ต้องมีทุกข์โทษภัยและผลกรรมเล่นงานอยู่ร่ำไป สภาวะนิพพานจะตั้งมั่น หนักแน่นไม่คิดปรุงแต่ง เพ้อเจ้อ เหมือนคนธรรมดาทั่วไป ที่ทะยานไปด้วยความอยาก ในทุกด้าน ผู้บรรลุมรรคผลนิพพานจะปลงสังขารลงได้ และรู้ว่าได้ทำ วิมุตติญาณให้ปรากฎได้แล้ว หรือได้มรรคผลนิพพานแล้วนั่นเอง จะรู้ได้ด้วยตนเอง จะหนักแน่นและไม่กลัวตาย ไม่ยึดติด ยึดมั่น หลงไหลติดใจ ไม่มัวเมาเพลิดเพลินอร่อยทางโลก ผู้บรรลุธรรม จะฉลาด เรียนรู้คำสอนของ พระพุทธเจ้า ที่ให้ไปหา ของที่แท้จริงถาวรประเสริฐเย็นสูงสุด เป็นอมตะ ไม่ตายอีกต่อไป แก้ตายแก้ทุกข์ได้ถาวร เป็นอิสระเสรี  มีความสงบสุข ไม่วุ่นวาย ไม่เสียดแทงหรือเจ็บแปลบในจิต ไม่ปวดรวดร้าวได้อีกต่อไป ออกจากความเป็นมนุษย์ปุถุชนคนธรรมดา ยกระดับเลื่อนอริยะฐานะเป็น อาริยเจ้า เพราะอานิสงส์ที่ ได้มรรคผลนิพพาน จะได้อารมณ์ที่วิเศษมากของพระนิพพานแห่งสกุลโลกุตรธรรม ที่มีแต่ ความสงบสุข สดชื่น โปร่ง โล่ง เบา สบาย และร่มเย็น  ตลอดเวลา ไม่กระวนกระวาย มีคุณภาพทรงพลัง ตั้งมั่น และสามารถมีอภิญญาได้คือความหยั่งรู้ที่เกินมนุษย์สามัญชนคนธรรมดา การบรรลุถึงญาณต่างๆ การระลึกชาติในอดีต  พูดคุยสื่อสารภาษาจิตได้ บรรลุ อาสวักขยญาณที่รู้ วิธีกำจ้ดกิเลสมารในตนได้ จะได้สิ้นทุกข์ถาวร พระพุทธเจ้ารู้ว่า วิธีปฏิบัติ ต้องทำอย่างไรบ้าง และทรงบอกวิธีและหนทางหนีทุกข์ถาวร ไว้หลายรูปแบบ หลายวิธี ให้เลือกปฏิบัติ ตามจริตความชอบของแต่ละบุคคล น้อมความรู้ตามรอยพระพุทธองค์ มาปฏิบัติอย่างมุ่งมั่น อย่างตั้งใจ จะบรรลุมรรคผลนิพพานได้ ตั้งแต่ 7 วัน 7 เดือน 7 ปี ขึ้นกับ กำลังบารมี อินทรีย์ 5 เหมือนพละ5 คือ มีศรัทธา มีวิริยะความพากเพียร มีสติความระลึกรู้ตัว มีสมาธิมีความตั้งมั่นในพระนิพพาน มีปัญญาศึกษาเรียนรู้วิธีปฏิบัติเพื่อพระนิพพาน ฝึกคิด วิเคาะห์ วิจัย พิจารณา เห็นความจริง ที่ประเสริฐ ว่าทุกสิ่งบนโลกคน สัตว์ สิ่งของ ล้วนอยู่ภายใต้ กฎพระไตรลักษณ์ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เรียนรู้ อริยสัจ 4 และ ปฏิบัติตามมรรค์มีองค์ 8 ละออกจากความชั่ว เพียรสร้างความดี ทำใจให้บริสุทธิ์ผุดผ่อง พร้อมด้วย การเร่งสร้างในบุญกิริยา 10 เพื่อ แก้ทุกข์ แก้ตายแบบถาวร ต้องแก้ด้วย พระไตรสิกขา สร้างปัญญา รักษาศีล มีสมาธิ เจริญจิตตภาวนาเห็นความเป็นพระไตรลักษณ์ การไม่เที่ยง การเกิดดับของรูปของนาม ให้ยอมรับความจริงว่า การเกิดเป็นทุกข์อย่างมาก คิดบ่อยๆ ซ้ำไปซ้ำมา ระยะเวลายาวนาน และมีปริมาณมากพอจนมีความสมบูรณ์และแก่รอบแก่ความรู้  ส่งผลให้เกิดอานิสงส์จากของการฝึกฝน จิตตภาวนา อบรมสติ สมาธิ วิปัสสนา เจริญปัญญา บำเพ็ญสร้างบุญบารมีจนเกิดมีปัญญาฉลาด ไม่ยึดติด ไม่ยึดมั่น ไม่หลงใหล ไม่อาลัยห่วงหาอาวรณ์ ไม่เพลิดเพลิน ไม่มัวเมา ไม่หลงรัก หลงยึดผูกพัน กับ สิ่งใดๆ บนโลก จนถึง สามโลกเพราะรู้ว่า ไม่เที่ยง แปรปรวน ตั้งอยู่สักพักก็ดับไป  มีตาย มีบาปกรรมเล่นงานได้ ฉลาดและสะอาดด้วยพลังบุญแห่งความดีและบุญกุศลที่ประเสริฐสูงสุด เกิดความเบื่อหน่าย คลายออกจากความยึดติดกับสิ่งเกิดดับ จะตั้งเป้าหมายไปหาสิ่งที่เที่ยงแท้ถาวร คือพระนิพพาน ตามรอยคำสอนของพระพุทธองค์ได้วิมุตติญาณหรือได้มรรคผลนิพพาน ได้จิตที่พ้นทุกข์ถาวร จะไม่มีในปุถุชนคนธรรมดา เพราะจิตที่ได้เลื่อนอาริยฐานะเป็นสกุลอาริยเจ้า คือสกุลโลกุตตรธรรมพระนิพพาน และมีอภิญญาญาณอาสวักขยญาณกำจัดกิเลสเป็นความวิเศษของโลกุตตรธรรมพระนิพพาน มีปัญญารู้แจงแทงตลอดและสอนธรรมขั้นสูงของพระนิพพานได้ อันเป็นที่สูงสุดของโลก มีความหยั่งรู้ที่เป็นทิพย์วิเศษ ที่เกินมนุษย์สามัญชนคนธรรมดา เช่น การรู้เรื่องราวของตน ระลึกรู้อดีตชาติ ย้อนชาติได้ กระทั่ง การหยั่งรู้ อายุขัย พูดคุยภาษาจิตได้ ได้ยินเสียงทิพย์ได้

   
 เหล่ามารหรือคนพาลกระทำการคิดลบหลู่ดูหมิ่นผุู้บรรลุธรรม ด้วยคิดลบหลู่ พูดไม่ดี กล่าวว่าร้าย ติเตียน ใส่ร้าย ผู้บรรลุธรรมแล้ว จะมีผลบาป ออกฤทธิ์ แบบฉับพลันทันใดจะเกิดผลแห่งกรรมชั่ว ส่งผลคืนสนองทันที ทุกข์ใจ ร้อนรน วนเวียนในจิต มีความขัดแย้ง ไม่อบอุ่น มีเงา บาปชั่ว กรรมดำ ครอบจิตไว้แล้วนั่นเอง เพราะทำลายความดีแห่งตนอย่างมหาศาล ชีวิตจึงร้อนรนเหมือนไฟสุ่มทรวง เพราะตกนรกในใจแล้วแสดงผลส่งให้เหล่ามารหรือคนพาล อยู่ไม่นิ่ง กินไม่ได้ นอนไม่หลับ เพราะไม่สงบในจิต จากผลบาปชั่วที่ปรามาสผู้บรรลุธรรมผลบาปของมารหรือคนพาล เพราะวิชา "ธรรมะเปิดโลก" จะเปิดให้เห็นผลบาปกรรมได้!!! ด้วยสาเหตุจากการที่ กิเลสมารอำนาจพาล ครอบจิตใจให้มี มานะ อวดดี อวดตัว อวดตน ไม่ยอมรับหรือยินดี เพราะอิจฉา ริษยาในความดีและความสำเร็จของผู้อื่น เพราะตนทำไม่ได้ จึงคิดว่าไม่มีใครทำได้ นั่นเอง นี่คือสาเหตุหลัก ที่บรรลุธรรมยาก ทั้งที่ปฎิบัติธรรมมาอย่างยาวนาน แต่ไม่ได้มรรคผลนิพพานสักที!!!เพราะสาเหตุ เคยต้องโทษแห่งอำนาจบาปใหญ่ที่ปรามาส ต่อผู้บรรลุธรรมมาก่อน และท่านผู้คุมกฏ ถือว่าผู้บรรลุธรรมคือผู้ทรงคุณธรรมขั้นสูง และผู้คุมกฏต้องลงโทษ คนพาลหรือมารคุณธรรมที่ไม่เกรงกลัวและละอายต่อบาป นั่นเอง
     คุณพ่อพระพุทธเจ้าโคตมะ ทรงสอนให้ข้าพเจ้าระวังสำรวมระวัง เรื่องการลบหลู่ผู้บรรลุธรรมแล้ว เป็นอย่างมาก เเละพระองค์ท่านทรงเมตตาให้ทราบ สาเหตุที่พระองค์ต้องเสียเวลายาวนานและต้องทุกข์ยาก ลำบาก ต้องลองผิดลองถูกเสียเวลามาก บำเพ็ญธรรมและกระทำทุกกิริยา ถึงขั้นอดอาหาร รับประทานอุจจาระ จนกระทั่งเกือบจะสิ้นพระชนม์ มีทุกขเวทนายิ่งนัก เพราะเป็นผลกรรมที่เคยลบหลู่พระพุทธเจ้าพระองค์ก่อนพระนาม พระกัสสปพุทธเจ้า ซึ่งเป็นกรรมจากในอดีตชาติพระองค์เกิดเป็น
โชติปาลภิกษุ ผู้บวชแล้วแต่ไม่บรรลุมรรคผลนิพพานในชาตินั้นและเป็นสาเหตุ ที่ทำให้พระองค์ต้องเสียเวลามาเกิดอีก ต้องออกบวชอีก ต้องเสียเวลาในการลองผิดลองถูกรับทุกข์ถึง 6 ปี หลังทรงออกบวชแล้ว กว่าจะได้ตรัสรู้ อมตะธรรม บรรลุ วิมุติธรรม อันประเสริฐบริสุทธิ์หมดจดผ่องใส ต้องเสียเวลาลองถูกลองผิด และเสียเวลาในการฝึกอย่างมากและยุ่งยากลำบากแทบเป็นแทบตาย
   
 เพื่อให้รู้และพิสูจน์คำสอนของคุณพ่อพระพุทธเจ้าที่ทรงสอนไว่ว่า ภูมิภพต่างๆมีอยู่จริง  ผู้คุมกฏจักรวาลกฏแห่งกรรมมีอยู่จริง หน่วยบุญบาปมีอยู่จริง อายุขัย วิธีตาย อุบัติเหตุ ความเจ็บป่วย ตลอดจนความมีทุกข์อุปสรรค บนโลกใบนี้ ได้ถูกลิขิตหรือถูกกำหนดไว้แล้ว ตามกฏแห่งการกระทำ หรือกฏแห่งกรรม จึงชี้ให้เห็นว่า กรรมของเราคือ การกระทำของเรา เพราะเหตุของการสร้างกรรมที่แตกต่างกันมา จึงส่งผลให้คนแตกต่างกัน กฏแห่งกรรมมีอยู่จริง ทำดีได้ดีจริง ทำชั่วได้ชั่วจริง ทำบาปได้บาปจริง ทำบุญได้บุญจริง    
    พระพุทธศาสนาสอนใหัไปสู่ที่สูงสุดของโลก คือ พระนิพพาน ทำได้แล้วจึงมาเพื่อบอกต่อ เพื่ออย่างน้อยช่วยยืนยัน ให้เพื่อนทางจิตมิตรทางธรรม ทราบว่ามรรคผลนิพพานมีอยู่จริง!!! คุณพ่อพระพุทธเจ้า!!! พระรัตนตรัย!!! ท่านผู้คุมกฏ!!!  ความหลุดพ้นทุกข์ถาวร !!! อำนาจทิพย์!!!พลังบุญบริสุทธิ์ของพระนิพพานและพลังบุญฉัพพรรณรังสี!!! อภิญญาฃองโลกุตรธรรมคือ พล้งอำนาจที่วิเศษจากพระนิพพานคือ อาสวักขญาณ!!! มีอยู่จริง
    ทุกคนมีศักยภาพที่เข้าถึงพระนิพพานได้ทุกคน หากทำจริง ตั้งใจและตั้งมั่นจริง ที่จะเอาชนะตนเองก็จะสามารถเข้าถึง  พระนิพพาน อมตะทิพย์ ได้ทุกดวงจิต โดยต้องเพียรฝึกฝน อบรมจิตของตน เอาชนะจิตตน ที่ชอบทำ ชอบคิด ชอบพูดตามความเคยชินและติดเป็นนิสัย ไม่สำรวมระวังจนผิดศีลผิดธรรมอยู่เป็นประจำทุกวัน ก่อผลแห่งบาป ให้เกิดสะสมพอกพูนตลอดเวลา เพราะไม่รู้และไม่เกรงกลัวละอายต่อบาป จึงต้องเริ่มเปลี่ยนนิสัยและสำรวมระวังในทุกด้าน ที่ดำเนินชีวิตอยู่ทุกช่วงเวลา ไม่ประมาทและต้องเจริญปัญญาเอาความรู้ อริยสัจ4 และ กฏพระไตรลักษณ์ ลงสั่งสอนจิตตนตลอดเวลา อย่าง มีสติ สมาธิ รักษาศีลให้บริสุทธิ์ ทำทานให้ต่อเนื่อง เพราะความดีจะต้องมาโดยรอบ ต้องมีความกตัญญูตอบแทนคุณต่อผู้มีพระคุณแล้วยังต้องสำรวมระวัง ในเรื่องอาชีพหรือการหาเลี้ยงชีพ ต้องชอบธรรม ไม่ผิดศีลผิดธรรมและต้องไม่เบียดเบียนรวมถึงการเอาเปรียบผู้อื่น เพราะท้ายสุดเมื่อจบชีวิตเลิกครองเบญจขันธ์แล้ว แม้แต่ร่างกาย คนในครอบครัว เงิน ทอง ทรัพย์สิน สิ่งของที่มีบนโลก ก็นำติดตามไปด้วยไม่ได้เลย ยกเว้น หน่วยบุญ หน่วยบาป ที่ประมวลผล ว่าจะไปต่อที่ใด หากไปสู่ สุขคติภูมิ คือภูมิภพที่มีความสบายกว่าโลกมนุษย์แต่ก็ยังตาย บาปกรรมเล่นงานได้หรือทุคติภูมิคือ ภพภูมิที่ไปเกิดใหม่ที่ลำบากไม่เจริญและถูกลงโทษตลอดเวลา หรือสูงสุดของโลก คือพระนิพพาน ที่หมดทุกข์ถาวร บาปกรรมเล่นงานไม่ได้ เป็นอมตะทิพย์ บรมสุขและสงบ แก้ตายได้ถาวร

    ผู้บรรลุธรรมแล้วไม่ได้ตายทันที และมีเครื่องดำรงชีพอยู่ขณะมีลมหายใจ คืออยู่ด้วยผลสำเร็จนำมาใช้ได้แล้ว ได้ชีวิตที่เย็นประเสริฐสูงสุด ด้วยธรรมอาริวาส10 ไม่ว่า อรหันตืในอดีต ในปัจจุปัน ในอนาคต ผู้บรรลุธรรมเป็นอรหันต์ดิบจะมีเครื่องดำรงทรงอยู่เหมือนกันทั้งหมด จนกว่าจะหมดอายุขัยสิ้นลมหายใจ กายแตกทำลายไปแล้ว คือการดับสนิทของเบญขันธ์ ทั้ง รูปและนาม ได้แก่ รูปขันธ์ วิญญาณขันธ์ สังขารขันธ์ เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ จึงไม่มีเชื้อที่จะไปเกิดอีกต่อไป 
    หากข้าพเจ้าโกหกขอให้มีนรกเป็นที่ไป ขอพระรัตนตรัยเป็นพยานทิพย์
และข้าพเจ้าขอยืนยันว่า
"หนีทุกข์ให้พ้นต้องหนีเข้านิพพาน"  นิพพานนะ สุขขัง 

 










   
 

ปาฏิหาริย์ แห่งพลังบุญ

ปาฏิหาริย์จากพลังพระนิพพานช่วยเหลือผู้ที่มีความ กตัญญู ต่ออายุ จากคนที่แพทย์ผู้รักษาให้ทำใจ จากการบาดเจ็บสาหัสที่ได้รับอุบัติเหตุผู้คุมกฏแห่ง โลกกฏแห่งกรรม ได้คืนกายขันธุ์ 5ให้กลับมาเป็น ปกติ เพื่อสร้างบุญต่อไป 

มหัศจรรย์ แห่งพระนิพาน
มหัศจรรย์ !!ที่บ้านนิพพาน บ้านหลังที่ 2 ,3,4 ที่สามพร้าว อุดรธานี หม้อแปลงใหญ่ที่ Global Houseระเบิด ไฟดับทั้งเมือง หมู่บัาน ประภาวิลล์ และ สามพร้าว

แสงฉัพพรรณรังสีรัศมี 6 ประการ
พลังบุญพระนิพพานและบุญฉัพพรรณรังสีรัศมี 6 ประการ มีอยู่จริง เวลา คุณพ่อพระพุทธเจ้า จะโปรดช่วยดวงจิตไหน พระองค์จะ ยกจิต เลื่อนจิตเป็น อาริยะเจ้า ดั่งคำสอน ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นเรา